แต่ผู้ที่ไม่ทานผักผลไม้ข้าวกล้อง กากใยอาหาร อาหารจะอยู่ในร่างกาย 72 ชม. บางคนตกค้างถึง 1 เดือน จึงมีการขับถ่ายออกมาระหว่างที่อาหารเดินทางอยู่ในกระเพาะอาหารถึงลำไส้ใหญ่
อาหารที่ไม่ได้ถูกย่อยอย่างมีประสิทธิภาพจะตกค้างเข้าสู่กระบวนการบูดเน่ากลายเป็นแก๊สลมและสารพิษ
ถ้าไม่รีบขับออกทางอุจจาระก็จะถูกลำไส้ใหญ่ดูดซึมของเสียกลับเข้าสู่ร่างกาย ปัญหาการเจ็บป่วยย่อมตามมา
|
กระเพาะอาหาร ผลิต “กรดไฮโดรคลอริกและน้ำย่อยอาหารประเภทโปรตีน”
เมื่อไม่ได้ทานอาหารจะมีขนาดเล็กมาก และสามารถขยายได้หลายสิบเท่าตามแต่ปริมาณอาหารที่ทาน
ซึ่งกรดในกระเพาะอาหารเป็นสิ่งจำเป็นมากในการย่อยอาหาร การบีบตัวของกระเพาะอาหารเพียงเพื่อคลุกเคล้าอาหารกับกรดเท่านั้น
ถ้าไม่มีกรด (น้ำย่อย) อาหารก็ไม่ถูกย่อยเป็นชิ้นเล็กๆ เอนไซม์ที่ถูกหลั่งออกมาก็ไร้ความหมาย
เพราะเอนไซม์ในกระเพาะอาหารจะทำงานได้ดีต่อเมื่อในกระเพาะอาหารมีสภาพเป็นกรดตามธรรมชาติ
|
ดังนั้นการทานยาลดกรดเป็นประจำ เพื่อรักษาโรคกระเพาะหรือโรคกรดไหลย้อน
ยิ่งทำให้กระเพาะย่อยอาหารได้ไม่ดีพออาหารที่ทานเข้าไปก็ยิ่งตกค้างเน่าเสียเกิดแก๊สต่อไปในลำไส้
พัดพาเอาน้ำย่อยขึ้นมาระคายเคืองต่ออีก การลดกรดจะหายก็แค่อาการแสบร้อนท้องและที่หน้าอกชั่วคราว
แต่ได้ฤทธิ์ของลมพัดขึ้นจุกแน่นหน้าอก กลืนข้าวไม่ลง หายใจไม่เข้า นอนไม่หลับ นอนกรน
ตื่นมาแล้วไม่สดชื่น อาการตามมาแบบนี้คงไม่คุ้มนะครับ ใช้ยาลดกรดเมื่อมีภาวะน้ำกรดมากเกินเท่านั้น
|
ผู้ที่ทานอาหารที่มีข้าวกล้อง
ผัก ผลไม้ร่วมด้วย เมื่อถูกย่อยแล้ว ลำไส้เล็กจะดูดซึมสารอาหารพื้นฐานได้แก่ กลูโคส
กรดอะมิโน กรดไขมัน วิตามิน และเกลือแร่ ส่วนเส้นใยในผักผลไม้ย่อยไม่ได้ก็จะไปอยู่ที่ลำไส้ใหญ่ส่วนปลายที่อุ้มน้ำไว้เพื่อให้อุจจาระอ่อนตัวจะได้บีบออกได้ง่ายทุกวัน
หากไม่ได้ถ่ายอุจจาระทุดวัน อุจจาระจะยิ่งแห้งแข็ง เพราะลำไส้ใหญ่จะดูดน้ำกลับเข้าสู่ร่างกายตลอดเวลา
อาหารเก่าๆ ที่อยู่ในลำไส้ใหญ่ 12-15 ชม. จะมีสารพิษ (Toxin) ที่ถูกผลิตจากจุลินทรีย์ตัวไม่ดีเกิดขึ้นมากเมื่อถูกดูดซึมกลับสู่กระแสเลือด
ทำให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพ
|
ร่างกายของเรามีภูมิคุ้มกันในเลือด
เมื่อสารพิษจากอุจจาระที่ตกค้างถูกดูดเข้าสู่กระแสเลือดแทนที่จะออกไปทางอุจจาระ ของเสียเหล่านั้น
(Toxin) จะถูกขับออกมาทางผิวหนังและปัสสาวะ ของเสียที่ถูก ขับออกทางผิวหนังมีผลทำให้เกิดผด
ผื่น คัน เป็นสิว และที่สำคัญ ก็คือโรคภูมิแพ้ คันจมูก จมูกตัน หายใจลำบาก นั่นคือสัญญาณเตือนของเส้นลมปราณลำไส้ใหญ่ตามหลักการในแพทย์แผนจีนนั่นเอง
|
ในลำไส้จะมีเอนไซม์และจุลินทรีย์เพื่อย่อยอาหาร
หากเราทานอาหารพวกเนื้อสัตรว์มากไม่สามารถย่อยในกระเพาะอาหารได้หมด พอมาถึงลำไส้เล็กโปรตีนในเนื้อสัตว์เหล่านั้นจะถูกเอนไซม์ในลำไส้ย่อยอีกครั้งหนึ่งเพื่อกำจัดทิ้งและการย่อยสลายโปรตีนในลำไส้นี้จะทำให้เกิดสารพิษท็อกซินมากมาย
รวมถึงยังมีอาหารที่ย่อยสลายไม่หมดทำให้เกิดคราบตกค้างเกาะติดตามผนังลำไส้ หมักหมมอยู่ทุกวี่วัน
ส่งผลให้อุจจาระมีกลิ่นเหม็น, มีกลิ่นปาก, กลิ่นตัวเหม็น เป็นลมที่คั่งค้างในลำไส้
(โกฏฐาสยาวาตา) และกลายเป็นปัญหาสุขภาพบานปลายให้ตามแก้ไขอยู่ร่ำไป
|
“ดื่มน้ำไม่ถูกต้องตามหลักธรรมชาติ ทำให้เป็นโรคในระบบทางเดินอาหาร”
|
น้ำเย็น ปัจจุบันการดื่มน้ำของเราไม่เหมือนเดิม มีแต่น้ำปรุงแต่งให้เย็นและหวาน
ดื่มน้ำมากไปน้อยไป ทานผิดวิธี ก็เลยทำให้น้ำย่อยในกระเพาะอาหารเจือจาง ย่อยอาหารไม่ได้
เอนไซม์ไม่สามารถทำปฏิกิริยาต่อได้หมดในเวลาที่ควร เป็นอาหารที่อยู่ในกระเพาะประมาณ
3 ชม. เท่านั้น (ขึ้นอยู่กับชนิดของอาหาร)
|
น้ำเย็น, น้ำแข็ง, น้ำผลไม้, น้ำอัดลม, กาแฟเย็น, ชาเย็น, เหล้าเบียร์ เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ท้องอืด อาหารไม่ย่อยจนเป็นโรคกระเพาะอาหาร กรดไหลย้อน
|
ปกติอุณหภูมิร่างกายอยู่ที่ 37 องศาเซลเซียส ระบบภายในร่างกายจะทำงานเป็นปกติ
แต่หากอุณหภูมิต่ำลงกว่านี้ กล้ามเนื้อที่ถูกความเย็นจะหดเกร็ง ทำให้เลือดไหลเวียนสะดุด
ท่านก็นึกถึงตอนหน้าหนาว ปลายมือปลายเท้าชา จะหยิบจับอะไรก็ไม่ค่อยจะรู้สึกเพราะเลือดเดินไม่สะดวกหดเกร็ง
หรือเวลาที่เราจับน้ำแข็งแล้วมือชาเลือดเดินไม่สะดวกนั่นแหล่ะครับ
|
เวลาทานอาหารควบคู่กับน้ำเย็น เครื่องดื่มเย็นๆ ปริมาณน้ำมากไปทั้งก่อนและระหว่างอาหาร
น้ำย่อยไม่เข็มข้นเพียงพอ ยิ่งไปทานงานเลี้ยงโต๊ะจีน บุฟเฟ่ต์ มักไม่มีผักผลไม้ที่เป็นกากใย
เนื้อเยื่อกระเพาะอาหารจะยึดเป็นถึงใหญ่ๆ รับได้หมด แต่เป็นถุงขยะขนาดพิเศษทั้งหมดจึงเน่าอยู่ในถึง
เพราะกระบวนการย่อยทำได้ไม่ดี แล้วกระเพาะย่อยได้เพียงเป็นกากอาหารหยาบๆ อาหารก็ถูกบีบส่งผ่านต่อไปยังลำไส้เล็ก
ลำไส้เล็กดูดซึมสารอาหารไม่ได้เพราะอาหารชิ้นโนเกินไป ยังไม่ผ่านการย่อยที่ดีจากกระเพาะ
จึงต้องบีบผ่านไปตามกระบานการส่งกากอาหารถึงลำไส้ใหญ่ ลำไส้ใหญ่ทำหน้าที่ดูดน้ำจากกากอาหารไปใช้
เหลือแต่กากอาหารชิ้นใหญ่และหยาบๆ ทำให้ขับถ่ายออกยาก กลายเป็นท้องผูกต้องกินยาระบายตลอด
|
ตื่นเช้าก่อนทำงาน ผมชอบนั่งดูพนักงานออฟฟิศเดินผ่านหน้าร้านทุกวัน
เพื่อดูว่าเช้าอย่างนี้เค้าทานอะไรกัน ส่วนมากจะเห็นเขาถือกาแฟเย็น ชาเย็น โกโก้เย็น
1 แก้วใหญ่ๆ เวลาทานอาหารก็จะเห็นเขาสั่งน้ำอัดลม เก๊กฮวย น้ำใส่น้ำแข็งตลอด ผมไปพักอยู่ต่างจังหวัดทางรีสอร์ตจะจัดอาหารเช้าให้ทาน
จะเห็นผู้คนที่มาพักเอาน้ำแข็งแส่แล้วเกือบทุกคน ดื่มคู่กับอาหารเช้า แด็กผู้หญิงคนหนึ่งอ้วนมาก
อายุเกือบ 10 ขวบ แต่น้ำหนักเธอ 75 กิโลกรัม ก็สั่งนมปั่น 1 แก้วใหญ่ ดื่มกับอาหารเช้าที่ไม่ใช่ข้าว
แต่เป็นไส้กรอก มาท่องโก๋ ขนมครก ติดเครื่องดื่มเย็นๆ ตั้งแต่เด็กยันผู้ใหญ่
|
นั่นคือทุกวันนี้ น้ำแข็ง น้ำเย็น น้ำหวาน เป็นสิ่งจำเป็นในการทานอาหารทุกมื้อเสียแล้ว
หรือแม้แต่มื้ออาหารว่างเป็นขนม ก็ยังมีน้ำแข็งน้ำหวานรวมอยู่ด้วยทุกรายการ แล้วเราจะเหลือคนสุขภาพดีให้เป็นความหวัง
เป็นตัวอย่างในประเทศสักกี่คน ในเมื่อมองไปทางไหนมีแต่ คนทานน้ำเย็น น้ำหวาน น้ำอัดลม
แอลกอฮอล์ หากต้องการสุขภาพที่ดีมีเงินเหลือใช้ หยุดดื่มน้ำเย็น น้ำแข็งลงบ้างเถอะครับ
วิธีง่ายที่สุดที่ครอบครัวผมใช้คือ เอาขวดน้ำออกจากตู้เย็นทั้งที่บ้านและที่ทำงานนั่นเอง
|
ถ้ากระบวนการขับพิษของร่างกายผิดปกติ ท้องผูกเป็นประจำ ปอดขับพิษออกไม่ดี เลือดมีแต่สารพิษจนไตเอาของเสียออกได้ไม่หมด
|
|
ก็เหลือแค่ทางผิดหนังที่สามารถขับของเสียออกมาได้ ดังนั้นไม่ว่าสิว ฝี กระ หูด โรคผิวหนังต่างๆ แม้กระทั่งริดสีดวงก็เกิดจากการที่ร่างกายพยายามขับพิษออกมาทั้งสิ้น ในเมื่อร่างกายไม่สามารถขับสารพิษ ของเสียออกได้ทางอุจจาระตามปกติ ของเสียเหล่านั้นก็ต้องออกทางผิวหนัง รูขุมขนแทน ในที่สุดเกิดการระคายเคืองกลายเป็นสิว ผิวหนังอักเสบ ผื่นแพ้ และคัน
|
ลักษณะและสีของสิวจะสะท้อนถึงของเสียที่อยู่ภายในร่างกายของเรา จุดที่เกิดสิวก็จะเป็นตัวบ่งชี้ว่าพิษนั้นอยู่ที่อวัยวะใด เช่น
|
สิวที่แก้ม
บอกให้รู้ว่าร่างกายกำลังพยายามกำจัดไขมันและเมือกมันส่วนเกิน ที่มีสาเหตุมาจากการบริโภคอาหารที่ได้จากสัตว์ผลิตภัณฑ์นม น้ำมัน ไขมันแปรรูป
|
สิวรอบๆ ปาก
บ่งบอกถึงระบบย่อยอาหาร และระบบขับถ่ายที่เสียสมดุล กระเพาะอาหารมีแผล มีการอักเสบ มีกรดและลมในกระเพาะอาหารมาก
|
สิวสีออกขาว
สาเหตุคือ นม และน้ำตาลมากเกินไป
|
สิวสีออกเหลือง
สาเหตุคือ เนยแข็ง เนื้อเป็ด เนื้อไก่ และไข่มากเกินไป
|
สิวสีออกเขียวที่แก้ม
แสดงว่ามะเร็งกำลังก่อตัวขึ้นที่เต้านม ปอด และลำไส้ใหญ่
|
สิวกลางหน้าผากตรงเหนือจมูกและอยู่ระหว่างคิ้ว
สีขาวแสดงว่ามีไขมันแข็งๆ พอกตับ หรือมีอาการก่อตัวของนิ่วในถุงน้ำดี
|
สีแดง
แสดงถึงตับและถุงน้ำดีที่ร้อน
|
การรักษาสิวแบบธรรมชาติ
|
1. ต้องทำการขับพิษออกจากร่างกายเสียก่อน มีหลากหลายวิธี
|
1.1 อดอาหารโดยดื่มแต่น้ำหรือน้ำผัก หรือน้ำผลไม้ (อดอาหารล้างพิษทำได้ตั้งแต่ 1-7 วัน)
1.2 งดอาหารมื้อเย็น โดยดื่มแต่น้ำผักหรือน้ำผลไม้
1.3 อบสมุนไพรหรืออบไอน้ำ
1.4 กินยาระบาย หรือยาถ่าย เอาของเสียออก
1.5 ใช้วิธีดีท็อกซ์ (DETOX) โดยสวนทวารด้วยน้ำกาแฟไม่เกิน 1 อาทิตย์
1.6 ทานผักมากๆ ถ้าไม่ค่อยทานผักแนะนำให้ทานไฟเบอร์ (มีจำหน่านตามร้านยา และร้านสินค้าสุขภาพ) อาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง
|
2. ดื่มน้ำประมาณ 10 แก้วต่อวัน โดยดื่มบ่อยๆ ครั้งละไม่เกินครึ่งแก้ว เพิ่มหรือลดปริมาณตามน้ำหนักตัว ทานบ่อยๆ แต่ครั้งละน้อยๆ
|
3. ต้องปรับระบบการย่อยอาหารให้ทำงานได้ดี ทานอาหารให้ตรงเวลาโดยเฉพาะมื้อเช้าไม่ควรทานเกิน 9 โมงเช้า
|
4. หลีกเลี่ยงน้ำเย็น, น้ำอัดลม, นมและผลิตภัณฑ์นม, ของทอดของมัน, เนื้อสัตว์, ของหวาน
|
5. รับประทานผัก ผลไม้สด โดยเฉพาะบวบ มะเขือเทศ แครอท ใบบัวบก น้ำมะพร้าวอ่อน
|
6. เลิกใช้สารเคมีหรือใช้อย่างอ่อน ผมให้ใช้น้ำมะเฟืองชีวภาพผสมน้ำล้างหน้า และถั่วเขียวบดละเอียดขัดผิวหน้าแทน
|
7. เมื่อสิวอักเสบ ใช้ก้อนน้ำแข็งคลึงบ่อยๆ
|
8. นวดกดจุดที่เท้าหรือตัว เพื่อให้น้ำเหลืองและลมปราณไหลเวียนได้ดีเปรียบเสมือนคำที่ว่า “เมื่อน้ำไหล มันย่อมไม่เน่า” เฉกเช่นเดียวกับร่างกายคนเรา ถ้าเลือดลมไม่
|
9. ทานโปรไบโอติกส์ (จุลินทรีย์ที่ดี) จะช่วยสร้างเมือกในลำไส้ ป้องกันไม่ให้ท็อกซินที่เกิดจากการย่อยอาหารเข้าสู่เลือด
|
ร่างกายนั้นประกอบด้วยธาตุทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ธาตุทั้ง 4 ต้องสมดุลกัน ไม่มากไม่น้อยเกินไปน้ำมากเกินไปก็เกิดน้ำท่วมได้ เปรียบเทียบให้เห็นชัดๆ ว่า น้ำที่ท่วมอยู่ปัจจุบันในหลายจังหวัด หรือดิน ภูเขาพังทลายก็เพราะน้ำมากเกินไปนี้แหละ ดินหรือภูเขาที่พังทลาย ก็เปรียบเสมือนไต และกระเพาะปัสสาวะที่ต้องรับบทหนักเกินไปในการขับน้ำออกจากร่างกาย ไต ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมความสมดุลของน้ำ ความร้อนความเย็นของร่างกายจึงรวนไปหมดไม่มีความพอดี ขาบวม หนาวก็หนาวมาก ร้อนก็ร้อนมากบางคราวคนอื่นบอกว่าร้อน แต่เราบอกหนาว แบบนี้ละครับที่เรียกว่า ”น้ำมากไปใช่ว่าจะดี”
|
การดื่มน้ำมาก แต่ผิดวิธี ผิดเวลาก็ทำให้เราเจ็บป่วยได้เช้าตื่นขึ้นมาดื่มน้ำ 2-3 แก้วได้ ถือว่าทำได้ถูกวิธี เพราะเช้าๆ เป็นเวลาที่ร่างกายต้องการขับพิษออก
เราจึงใช้น้ำเป็นตัวช่วยล้างพิษเพื่อร่างกายจะได้ขับพิษออกมาทางอุจจาระ ปัสสาวะ และเหงื่อได้เต็มที่สารพิษจะได้ไม่หมักหมมอยู่ในร่างกาย
|
ดื่มน้ำเย็นมีผลกับการกำจัดของเสียอย่างไร ?
|
การที่เราดื่มน้ำเย็นตลอดเวลานั้น ไม่ถูกต้องแน่ เพราะน้ำเย็นจะดึงอุณหภูมิของร่างกายให้ต่ำลง (อุณหภูมิปกติของร่างกายอยู่ที่ 36-37.5 องศาเซลเซียส) เมื่อร่างกายมีความเย็น ความชื้นมากก็ทำให้เลือดลมเดินไม่สะดวก อวัยวะต่างๆ จะได้รับเลือดหล่อเลี้ยงไม่พอ ประสิทธิภาพการทำงานของร่างกายจึงด้วยลง และที่สำคัญเลือดมีฤทธิ์เป็นหยิน (เย็น) อยู่แล้ว การดื่มน้ำเย็นเข้าไปในร่างกายก็มีแต่จะปัสสาวะออกไปหมด ไม่เข้าไปในเลือดเสียที ทำให้เลือดข้นหนืดขึ้นทุกวัน ประสิทธิภาพในการกรองของเสียออกจากเลือดด้วยไตก็จะแย่ละเรื่อยๆ
|
ในช่วงการกินอาหาร ถ้าเราดื่มน้ำมากเกินไป น้ำ 2-3 แก้วและยังเป็นน้ำเย็นอีก ก็เป็นการทำลายไฟในการย่อยอาหาร อาหารที่กินเข้าไป ซึ่งหวังว่าจะได้ไปสร้างเลือดเนื้อหล่อเลี้ยงร่างกายให้แข็งแรงก็กลับหมักหมมทับถมกันเป็นของเน่าเสีย เกิดเป็นแก๊สพิษ (Toxin) ขึ้นมามากมายในลำไส้ แล้วลำไส้เราก็ดูดซึมเอาไปหล่อเลี้ยงร่างกาย และขับออกมาเป็นสิว ผด ผื่น คันอีก
|
เราเองก็สามารถทราบได้ว่า ร่างกายเราขับของเสียประเภทใดออกมา ขับออกมาจากส่วนใดของร่างกาย สารพิษนั้นมากน้อยรุนแรงขนาดไหน โดยดูด้วยตาของตัวเองก็พอทราบได้ ไม่ต้องใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์อะไรให้ยุ่งยากเลย ตัวอย่างเช่น
|
สิวรอบปากสีแดงเม็ดใหญ่
บอกให้ทราบว่า เขาหรือเธอผู้นั้นมีการย่อยอาหารและการขับถ่ายที่ไม่ดี เกิดการหมักหมม แก๊สพิษมากมายในกระเพาะอาหารและลำไส้ จะมีอาการร้อนในมาก จึงอยากดื่มแต่น้ำเย็นเพื่อดับความร้อน แต่ยิ่งดื่มน้ำเย็นมากเท่าไร ก็ยิ่งร้อนในเกิดสิวมากขึ้นอีก และสิวนั้นก็ยิ่งอักเสบร้ายแรงขึ้น เม็ดใหญ่ขึ้น
|
สิวที่กลางแก้ม
แสดงว่ามีไขมันและมูก อันเกิดจากการบริโภค เนื้อ นม ไข่มากเกินไป
|
สิวที่ขึ้นหน้าผาก
แสดงถึงลำไส้เล็กหรือกระเพาะปัสสาวะ ที่ย่อยไม่ดี และร้อนมาก ดื่มน้ำน้อย
|
ที่บอกว่าระบบย่อยทำงานไม่ดี มิได้หมายความว่าเป็นโรคกระเพาะลำไส้ร้ายแรงอะไร เพียงแต่ทำหน้าที่ย่อยอาหารไม่ดีเท่านั้น สังเกตได้จากอาหารท้องอืด มีลมมาก เรอ ผายลมบ่อย ร้อนใน ปากลิ้นเป็นแผล หน้าแดง เหงื่อออกมาก ลำตัวช่วงบนร้อน ช่วงล่างเย็น อาการเหล่านี้แสดงว่าการย่อยของกระเพาะไม่ดี มีสารพิษสะสมเกิดขึ้นแล้ว ควรรีบแก้ไข โดยการขับพิษออกและเร่งเสริมระบบย่อยให้แข็งแรงเหมือนเดิม
|
สิวนั้นใช่ว่าจะเกิดขึ้นที่หน้าอย่างเดียว สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งร่างกายตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ทั้งภายนอกและภายใน ที่ขึ้นภายนอกก็มองเห็นได้จัดการรักษาได้ แต่ที่ขึ้นภายในนี่สิ มองไม่เห็นและไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นที่ไหนเมื่อไหร่ จะมารู้ก็ต่อเมื่อมันแสดงฤทธิ์มากขึ้น กลายเป็นฝีเป็นเนื้องอก เป็นมะเร็งแล้ว
|
น้ำตาลความหวานที่แสนขม
|
ผมขอหยิบยกเรื่องราวของบรรดาน้ำตาล
ของหวานมาพูดสักนิดนะครับ หลายคนชอบกันมากๆ ถ้าไม่ได้จะรู้สึกทนไม่ได้ เหมือนเสพสิ่งเสพติดอย่างไรอย่างนั้น
ทั้งเค้ก ทั้งน้ำอัดลม น้ำหวานเย็นๆ ชื่นใจ ช็อกโกแลต และขนมหวานนานาชนิด คนส่วนใหญ่จะทราบเพียงแค่ว่าการทานของหวานมากๆ
จะก่อนให้เกิดความอ้วนและโรคเบาหวาน แต่แท้จริงแล้ว บรรดาของหวานเหล่านี้ก่อให้เกิดโรคต่างๆ
ตามมาอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นความดันโลหิตสูง ไขมันสูง เบาหวาน กระดูกพรุน เนื้องอก
และมะเร็ง และที่ผมจะบอกคุณผู้หญิงทุกคนก็คือ การกินน้ำตาลมากๆ จะทำให้แก่เร็วกว่าปกติ
เนื่องจากการเผาผลาญน้ำตาลในร่างกายบ่อยๆ นั้น จะเป็นการเร่งให้เกิดอนุมูลอิสระมากขึ้น
อวัยวะต่างๆ ก็จะเสื่อมเร็วกว่าปกติ นั่นหมายถึงจะทำให้เซลล์ในร่างกายเสื่อม แก่เร็วขึ้น
และเกิดโรคได้ง่ายขึ้น
|
น้ำตาลจะทำให้อาการของโรคที่เป็นอยู่ทวีความรุนแรงขึ้นอีกด้วย
ไม่ว่าจะป่วยเป็นโรคอะไรก็ตาม เช่น ถ้าดื่มนมจนเป็นภูมิแพ้ ภูมิแพ้จะรุนแรงเป็น 2 เท่าถ้าเรากินหวานด้วย
เพราะ “เชื้อโรคทุกตัวใช้น้ำตาลเป็นอาหาร” บางคนเข้าใจว่าน้ำตาลทรายแดงไม่เป็นอันตราย
ความจริงน้ำตาลทรายแดงดีกว่าน้ำตาลทรายขาวที่มีวิตามิน B และไม่มีอันตรายจากสารฟอกขาว
แต่อันตรายจากความหวานนั้นมีเท่ากัน ทุกอย่างที่หวานเป็นอันตรายต่อทุกคนที่กิน คนที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอจะมีโอกาสเป็นอันตรายจากความหวานลดลง
แต่ปริมาณน้ำตาลที่พอดีต่อร่างกายไม่เกิดอันตรายคือวันละ 10 ช้อนชา แต่ปัจจุบันนี้เรากินแค่น้ำอัดลมกระป๋องเดียวก็
8 ช้อนชาแล้วนี้ยังไม่รวมชา กาแฟ ขนมหวาน อาหารแต่ละมื้อที่เรากินเข้าไปอีกแล้วจะไม่ทำให้เราเป็นโรคมากมายได้อย่างไร
|
ที่พูดมานี้ผมไม่ได้บอกให้ทุกท่านเลิกทานหวานแต่อย่างใด
เพราะทุกอย่างก็มีทั้งดีและไม่ดี ถ้ากินในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายก็จะเกิดประโยชน์
เพราะน้ำตาลเป็นอาหารทีสำคัญในการให้พลังงานต่อร่างกาย ทำให้เรารู้สึกสดชื่นได้ แต่ถ้ากินมากเกินไปปัญหาสุขภาพก็จะตามมาอย่างที่ท่านได้อ่านข้างบนนั่นแหละครับ
|